fbpx Skip to content

“ครีมกันแดด” กับเรื่องที่ต้องรู้ก่อนเลือกใช้!

ครีมกันแดดกับเรื่องที่ต้องรู้ก่อน

หนึ่งไอเท็มที่สำคัญไม่แพ้ครีมบำรุงผิวนั่นก็คือ “ครีมกันแดด” แต่การเลือกใช้ครีมกันแดดไม่ใช่อะไรก็ได้ วันนี้เรามีวิธีเลือกใช้ครีมกันแดดอย่างไรให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์ รวมถึงเคล็ดลับป้องกันแสงแดดแบบ x2 มาฝาก

อย่างที่เราเคยบอกไว้ว่าแสงแดดมีทั้งโทษและมีทั้งประโยชน์ หากต้องการประโยชน์จากแสงแดดก็จะต้องรับแสงแดดในปริมาณที่พอดีและในช่วงเวลาที่เหมาะสม (อ่านเพิ่มเติมคลิก) และแม้ว่าจะอยู่ในอาคาร หรือในช่วงเวลาที่ท้องฟ้าไม่มีแสงแดด หรืออยู่บริเวณแหล่งกำเนิดแสง เช่น หลอดไฟ หน้าจอคอมพิวเตอร์ หน้าจอโทรศัพท์มือถือ อุปกรณ์ในการทำงานที่มีความร้อน สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้มีรังสีทั้งสิ้น โดยเฉพาะรังสี UVA และ UVB ที่ไปกระตุ้นการเกิดอนุมูลอิสระที่ผิว ก่อให้เกิดทั้งริ้วรอย, ผิวหมองคล้ำ รวมถึงความเสียหายต่อดวงตา, ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ, ผื่นแพ้แดด ผื่นที่เหมือนกับถูกแดดเผาไหม้ และโรคมะเร็งผิวหนัง

ครีมกันแดดกับเรื่องที่ต้องรู้ก่อนเลือก

ทำไมต้องใช้ครีมกันแดด

แสงแดดตัวการร้ายที่ทำลายผิว ก่อให้เกิดปัญหาผิวต่าง ๆ ตามมาดังที่กล่าวไว้ข้างต้น ซึ่งการหลีกเลี่ยงแสงแดดหรือรังสี UV นั้นก็เป็นเรื่องยาก แม้ว่าเราจะกางร่ม ใส่หมวก ใส่เสื้อแขนยาว ก็อาจไม่เพียงพอ ดังนั้นเราจึงต้องเสริมการปกป้องผิวด้วย “ครีมกันแดด”

การทาครีมกันแดดจะช่วยรักษาคอลลาเจนที่อยู่ใต้ผิว คงความยืดหยุ่นและลดปัญหาผิวเสีย หรือผิวแก่กว่าวัย ซึ่งเกิดจากแสงแดดที่มาทำลายชั้นผิว การทาครีมกันแดดจึงเป็นการป้องกันผิวและลดการเกิดริ้วรอย นอกจากนี้ยังลดความเสี่ยงการเกิดโรงมะเร็งผิวหนังอีกด้วย

ครีมกันแดดแบ่งเป็น 3 กลุ่มได้แก่

    • ครีมกันแดดที่ใช้คุณลักษณะทางเคมี (Chemical Sunscreen)
      เน้นการดูดซับรังสียูวี การปกป้องจะดีกว่าครีมกันแดดที่ใช้คุณลักษณะทางกายภาพ แต่อาจทำให้เกิดการแพ้และระคายเคืองต่อผิวหนังได้มากกว่า เช่น ส่วนประกอบจาก Avobenzone, Octyl methoxycinnamate และ Octyl salicylate
    • ครีมกันแดดที่ใช้คุณลักษณะทางกายภาพ (Physical Sunscreen)
      เป็นครีมกันแดดที่สามารถสะท้อนรังสียูวี ทั้ง UVA และ UVB ได้ด้วยตัวอนุภาคของมันเอง มีประสิทธิภาพในการกันแดดด้อยกว่าครีมกันแดดที่ใช้คุณสมบัติทางเคมี แต่มีข้อเด่นคือไม่ก่อการแพ้ให้กับผิวหนัง การใช้ครีมกันแดดกลุ่มนี้ข้อควรระวังคือหากทามากเกินไปจะอุดตันรูขุมขน ก่อสิวอุดตันได้ และเวลานั่งบนเบาะรถต้องระวังเนื้อครีมกันแดดจะติดเบาะเป็นคราบได้ ครีมกันแดดประเภทนี้จะมีส่วนประกอบของ Titanium Dioxide และ Zinc Oxide
    • ครีมกันแดดที่ใช้คุณลักษณะผสมผสาน (Chemical-Physical Sunscreen)
      คือการผสมผสานทั้ง 2 แบบในสูตรการผลิต คือเป็นครีมกันแดดที่ทั้งสะท้อนและดูดซับรังสี ครีมกันแดดประเภทนี้จะมีส่วนประกอบของ Bis-Benzotriazolyl Tetramethylbutylphenol หรือ Tinosorb M

ค่า SPF / PA ในครีมกันแดดคืออะไร

หลายคนอาจจะคิดว่าเลือกค่า SPFหรือค่าPA สูง ๆ ไปเลยน่าจะดีกว่า แต่ความจริงแล้วการเลือกครีมกันแดดให้เหมาะกับการใช้งานนั้นดีที่สุด เพราะนอกจากจะเหมาะสมแล้ว ยังเลี่ยงอาการแพ้จากการเลือกใช้ SPF สูง ๆ อีกด้วย แต่ก่อนอื่นเรามารู้จักกับค่า SPF และค่า PA กันก่อน

    • SPF (Sun Protection Factor) เอสพีเอฟเป็นการบอกว่าป้องกัน UVB ได้กี่เท่านั่นเอง แสดงความยาวนานของการป้องกัน UVB ก่อนที่จะทำให้ผิวหนังเริ่มเกิดอาการแดงร้อน (เช่น โดนแดดเป็นเวลา 10 นาทีผิวจะไหม้ หากทาครีมกันแดด SPF 30 ผิวจะสู้แดดได้นานกว่าเดิม 30 เท่า หรือ 30 X 10 = 300 นาที แสดงว่าผิวจะทนแสงแดดได้ประมาณ 5 ชั่วโมง)( UVB รังสีคลื่นสั้นที่สามารถทะลุเข้าถึงชั้นหนังกำพร้าและทำร้ายผิวได้ทันที ทำให้เกิดผิวแดงไหม้ ผิวแสบ แห้งคัน และผิวคล้ำเสีย)ซึ่งค่า SPF แต่ละค่าจะมีความสามารถในการดูดซับรังสี UVB ดังนี้
      SPF 2 จะมีความสามารถในการดูดซับ รังสี UVB ได้มากถึง 50%
      SPF 4 จะมีความสามารถในการดูดซับ รังสี UVB ได้มากถึง 75%
      SPF 8 จะมีความสามารถในการดูดซับ รังสี UVB ได้มากถึง 87.5%
      SPF 15 จะมีความสามารถในการดูดซับ รังสี UVB ได้มากถึง 93.3%
      SPF 20 จะมีความสามารถในการดูดซับ รังสี UVB ได้มากถึง 95%
      SPF 30 จะมีความสามารถในการดูดซับ รังสี UVB ได้มากถึง 96.7%
      SPF 45 จะมีความสามารถในการดูดซับ รังสี UVB ได้มากถึง 97.8%
      SPF 50 จะมีความสามารถในการดูดซับ รังสี UVB ได้มากถึง 98%

      การที่มีค่า SPF สูงจะสะท้อนการปกป้องที่ยาวนานกว่า แต่ไม่ได้บอกว่าดีกว่า SPF ต่ำ โดยเฉพาะค่า SPF 30 ขึ้นไป ประสิทธิภาพแทบจะไม่มีความต่างกัน ซึ่งหากเราใช้ SPF ที่มากเกินความจำเป็นอาจทำให้เกิดความเหนียวเหนอะหนะ ระคายเคืองผิว ผิวแพ้ได้ง่ายขึ้น ควรเลือกให้พอดี และทาซ้ำทุก ๆ 2 ชั่วโมงแทน

    • PA (Protection Grade of UVA) พีเอ เป็นการบอกว่าป้องกัน UVA ได้ดีอย่างไร ซึ่งค่า PA ที่แพทย์แนะนำ คือ ++ (สองบวก) ขึ้นไป( UVA รังสีที่รุนแรง สามารถทะลุผ่านผิวหนังชั้นหนังแท้ ทำลายเซลล์ผิว ก่อให้เกิดมะเร็งผิวหนังและริ้วรอยก่อนวัย )- PA+ ป้องกันในระดับน้อย เหมาะกับอยู่ในห้อง ไม่เจอแสงแดด
      – PA++ ป้องกันในระดับปานกลาง เหมาะกับอยู่ในอาคาร เจอแสงแดดบ้าง
      – PA+++ ป้องกันระดับสูง เหมาะกับการทำงานกลางแสงแดด ทำกิจกรรมภายนอก
      – PA++++ ป้องกันระดับสูงสุด เหมาะกับกิจกรรมกลางแจ้ง หรือเล่นกีฬา

ครีมกันแดดเลือกใช้อย่างไรให้เหมาะสม

    • ผิวแห้ง ควรเลือกใช้ครีมกันแดดแบบเนื้อครีม และควรเลือกที่มีสารบำรุงผิวให้ความชุ่มชื่นอย่างกลีเซอรีน หรือว่านห่างจระเข้ ควรหลีกเลี่ยงการใช้ครีมกันแดดที่มีแอลกอฮอล์ เพราะจะทำให้ผิวแห้งมากขึ้น
    • ผิวบอบบาง ควรเลือกใช้ครีมกันแดดที่มีส่วนผสมจากธรรมชาติ ไม่ปรุงแต่งเยอะ เพื่อลดโอกาสเสี่ยงในการแพ้สารต่าง ๆ เช่น น้ำหอม น้ำมัน สารกันเสีย และเลือกใช้เป็นสูตรไฮโปอัลเลอร์เจนิกที่มีความอ่อนโยนแทน
    • ผิวมัน ควรเลือกใช้ครีมกันแดดเนื้อเจลเพื่อไม่เพิ่มความมันให้ผิวอีก และยังซึมง่าย แห้งไว ไม่ทิ้งคราบเหนอะหนะให้กับผิว
    • ผิวเป็นสิวง่าย ควรเลือกใช้ครีมกันแดดเนื้อโลชั่น เพราะมีความบางเบากว่าแบบครีม ไม่ทำให้หนักผิว ควรหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของน้ำมันและน้ำหอมที่ทำให้ผิวอุดตันจนเกิดสิว และเลือกครีมกันแดดที่มีส่วนผสมของ Zinc Oxide แทนเพราะมีคุณสมบัติช่วยรักษาสิวได้

ครีมกันแดดใช้อย่างไรให้ได้ประสิทธิภาพ

    • ทาครีมกันแดดก่อนออกแดด อย่างน้อย 15-30 นาที
    • ทาซ้ำทุก ๆ 2 ชั่วโมง หรือหลังว่ายน้ำ และออกกำลังกาย
    • ปริมาณครีมที่ควรใช้สำหรับทาตัวคือ 7 ช้อนชา
    • ปริมาณครีมที่ควรใช้สำหรับผิวหน้าคือ 1-2 ช้อนชา หรือไม่น้อยกว่า 2 ข้อนิ้วมือ
    • เก็บครีมไว้ในอุณหภูมิห้องปกติ และไม่ควรทิ้งตากแดดไว้ในรถ
    • ผลิตภัณฑ์กันแดดแบบเนื้อครีมหรือโลชั่นจะปกป้องผิวได้มีประสิทธิภาพกว่าแบบสเปรย์
    • การเลือกค่า SPF และ PA ขึ้นอยู่กับกิจกรรมของเรา หากออกแดดเยอะให้เลือกค่าเยอะ ออกแดดน้อยให้เลือกค่าน้อย

เคล็ดลับปกป้องผิวจากแสงแดดแบบx2 ด้วย NADE’ Collagen Jelly

ปกป้องผิวสวยจากภแสงแดดแบบ x2 ด้วย NADE’ Collagen Jelly ที่มีสุดยอดสารสกัดอย่าง ASTAXANTHIN ที่สกัดจากสาหร่ายสีแดงพันธุ์ Haematococcus Pluvialis ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นแหล่งที่มีสารแอสตาแซนธินที่ดีที่สุด มีคุณสมบัติในการต้านอนุมูลอิสระ ช่วยปกป้องผิวจากแสงแดด ไม่ให้คล้ำเสียจากรังสี UV ลดการเกิดริ้วรอยของผิวซึ่งเกิดจากการทำร้ายของแสงแดด ช่วยป้องกันไม่ให้เกิดฝ้า กระ

และ NADE’ Collagen Jelly ยังมีสารสกัดอื่น ๆ รวมแล้วกว่า 12 ชนิด ที่ช่วยดูแลผิวและต้านอนุมูลอิสระที่เป็นต้นเหตุของปัญหาผิว มาในรูปแบบของคอลลาเจนเจลลี่รสพีชพร้อมทาน หอมอร่อย ไม่คาว ไม่มีน้ำตาลและไขมัน และยังเป็นคอลลาเจนที่มาจากปลาน้ำจืด ผู้ที่แพ้อาหารทะเลก็สามารถทานได้ รวมถึงมีวิตามินซีที่ช่วยเพิ่มการดูดซึมคอลลาเจนให้ดียิ่งขึ้น ทาน NADE’ Collagen Jelly ซองเดียวก็ได้ประโยชน์ครบทั้งผิว เล็บ ผม กระดูกและข้อต่อ ไม่ได้ทานวิตามินเสริมเลย 💗

บทความที่เกี่ยวข้อง